ขนมลูกชุบ

 

สูตรทำขนม ลูกชุบ

เครื่องปรุง

  • ถั่วเขียวนึ่งสุกบดละเอียด 1 กิโลกรัม, น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง, หัวกะทิ (มะพร้าว 400 กรัม) 1 ถ้วยตวง, สีผสมอาหารสีต่างๆ

ส่วนที่ชุบ

  • วุ้นผง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำ 2 1 /2 ถ้วยตวง, น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ผสมถั่วบด น้ำตาลทราย กะทิ เข้าด้วยกัน ยกขึ้นตั้งไฟ
  2. กวนด้วยไฟอ่อนๆ จนล่อนจับกันไม่ติดกระทะ
  3. พักถั่วกวนไว้ให้เย็น นำมาปั้นเป็นรูปผลไม้ต่างๆตามต้องการ เสียบไม้ไว้
  4. ใช้พู่กันจุ่มสีระบายลงบนขนมที่ปั้น โดยระบายเลียนแบบของจริง ทิ้งไว้ให้แห้งจึงนำไปชุบวุ้น
  5. ผสมวุ้นกับน้ำยกขึ้นตั้งไฟ ให้ละลายก่อนจึงใส่น้ำตาลทราย เคี่ยววุ้นจนข้น
  6. เอาขนมที่ปั้นแล้วเสียบไม้ ลงชุบวุ้นครั้งเดียวให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งแล้วชุบอีก ทำเช่นนี้ประมาณ 3- 4 ครั้ง จะชุบแต่ละครั้งต้องให้เย็น วุ้นแข็งตัวก่อนทุกครั้ง
  7. เมื่อวุ้นแข็งจึงเอาไม้เสียบออก ตกแต่งด้วยก้านและใบให้สวยงาม
ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=NE_oiK7PcqI

ขนมต้มใบเตย

ส่วนผสม
1.แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ
2.น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
3.แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
4.น้ำ 1/2 ถ้วยตวง
5.มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 1/2 ถ้วยตวง
6.น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง
7.เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
8.มะพร้าวขูดเป็นเส้น 2 ถ้วยตวง
9.น้ำใบเตยคั้นข้น ๆ 1/4 ถ้วย (ถ้าต้องการทำแบบขนมต้มใบเตยให้เพิ่มไปค่ะ)

วิธีทำตัวแป้ง
1.ผสมแป้งท้าวยายม่อมแป้งข้าวเหนียวเข้าด้วยกันค่อยๆ เติมกะทิทีละน้อย นวดจนแป้งนุ่มปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซ.ม.

วิธีทำไส้
1.ผสมน้ำตาลปี๊บฝอยน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะและมะพร้าวเส้น
2.ในกระทะทองตั้งไฟกวนให้เหนียวสำหรับเป็นไส้ เมื่อเหนียวได้ที่แล้ว นำไปอบควันเทียนทิ้งไว้

วิธีทำขั้นสุดท้าย
1.ปั้นตัวไส้เป็นก้อนกลม แผ่แป้งที่ปั้นไว้เป็นแผ่นแบนวางไส้ลงตรงกลางแล้วหุ้มไส้ให้มิด ใส่น้ำในหม้อตั้งไฟให้เดือด
2.ใส่ขนมต้มลงเมื่อขนมสุกลอยตัวขึ้นตักขนมใส่น้ำเย็นแล้วสะบัดให้ สะเด็ดน้ำ มะพร้าวผสมเกลือป่นคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วใส่ขนมคลุกลง กับมะพร้าวให้ทั่วจัดใส่จาน

ที่มา:  http://food-recipes.vzazaa.com/2009/dessert-
        http://www.youtube.com/watch?v=krPqNFr8RVE

กล้วยบวชชี

ส่วนผสม กล้วยบวชชี
1. กล้วยน้ำหว้าสุก2 หวี
2. น้ำหัวกะทิ 300 กรัม
3. น้ำหางกะทิ 700 กรัม
4. น้ำตาลทราย 500 กรัม
5. เกลือ 2 ช้อนชา
6. มะพร้าวขูด 200 กรัม

วิธีทำ กล้วยบวชชี
1. เลือกกล้วยน้ำหว้าสุกพอประมาณ ไม่สุกจนเกินไปถ้าสุกเกินไปเวลาต้มจะทำให้กล้วยเละ แต่ถ้าดิบเกินไปจะทำให้ฝาด ถ้ากล้วยฝาดให้นำไปต้มให้สุกแล้วพักไว้

2. ผ่ากล้วย 1 ลูกให้ได้ 4 ชิ้น โดยผ่ากลางกล้วย 1 ครั้งและแบ่งครึ่งอีก 1 ครั้ง

3. เตรียมน้ำกะทิ แบ่งออกเป็นหางและหัวกะทิ

4. ต้มกะทิส่วนหางจนกระทั่งร้อนแต่ต้องไม่เดือด มิเช่นนั้นกะทิจะแตกมัน

5. เมื่อน้ำเริ่มร้อนจัดให้ใส่กล้วยลงไปต้ม

6. ต้มจนกระทั่งกล้วยนิ่มแต่ไม่เละนะค่ะ จากนั้นก็เติมน้ำตาล เกลือ ชิมรสตามชอบ

7. ต้มจนน้ำตาลเกลือละลายหมดแล้วให้ราดหัวกะทิ คนพอเข้ากัน

8. เทมะพร้าวขูด ปิดไฟ

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=p3fPPFNLaCE        http://www.nuihome.com/2008/10/27/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B5-kluai-buat-chi-banana-cooked-in-coconut-milk/

 

 

สังขยาฟักทอง

 

เครื่องปรุงสังขยาฟักทอง - ฟักทอง ไข่ไก่ น้ำตาลปี๊ป เกลือป่น กะทิ ใบเตย

เครื่องปรุง
ฟักทองลูกขนาดกลาง 1 ลูก
กะทิ 1 กระป๋อง
ไข่ไก่ 4 ฟอง
น้ำตาลปิ๊ป 1 ถ้วย
เกลือ ½ ช้อนชา
ใบเตย 3-4 ใบ

วิธีทำ
1. เจาะช่องด้านบนของฟักทอง แล้วคว้านเม็ดฟักทองออกให้หมด
2. ตอกไข่ใส่ชามผสมแล้วตีให้เข้ากัน
3. ใส่กะทิลงไป คนให้เข้ากัน
4. ใส่น้ำตาลปี๊ป เกลือป่น และใส่ใบเตยลงไป
5. ใช้ใบเตยบีบไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายหมดและส่วนผสมเข้ากันดี
6. นำส่วนผสมที่ได้กรองผ่านกระชอนใส่ลงในฟักทอง แล้วนำไปนึ่งประมาณ 45 นาทีหรือจนสังขยาสุก
7. ตัดแบ่งเป็นชิ้น จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

ที่มา:  http://www.ucancookthai.com/language-thai/th-recipes/th-desserts/content-th-pumpkin-custard.htm

http://www.youtube.com/watch?v=0TRF1y-xlZI

ขนมหม้อแกงเผือก

เครื่องปรุง
กะทิ 1 กระป๋อง
ไข่ไก่ 4 ฟอง
น้ำตาลปิ๊ป ¾ ถ้วย
เผือกนึ่ง 1 ถ้วย
แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 2 หัว
น้ำมันพืช ¼ ถ้วย
ใบเตย 5 ใบ

วิธีทำ1. เปิดเตาอบไฟล่าง-บนเพื่อวอร์มเตาที่ไฟ 350˚F นำหอมแดงมาปลอกเปลือก ล้างฝุ่นผงออก สะเด็ดน้ำแล้วซอยบางๆ

2. ตั้งกระทะที่ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันลงไป รอจนน้ำมันร้อนจึงใส่หอมแดงซอยลงไปเจียวจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน

3. นำเผือกนึ่งมาปลอกเปลือกแล้วยีพอให้แตกออกจากกัน จากนั้น ใส่แป้งข้าวเจ้าลงไปแล้วคลุกแป้งกับเผือกให้เข้ากันจนทั่ว พักไว้

4. ตอกไข่ใส่ชามผสม ใส่ใบเตยลงไปขยำกับไข่ให้ขึ้นฟู

5. ใส่น้ำตาลปิ๊ปลงไป ขยำไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายหมด

6. ใส่กะทิลงไป ขยำส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี นำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง

7. นำเผือกที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในส่วนผสมที่กรองได้ คนให้เข้ากัน

8. นำหม้อมาตั้งที่ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันที่เจียวหอมไว้ลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ นำส่วนผสมที่ได้เทลงไป กวนเรื่อยๆ จนส่วนผสมเริ่มข้นขึ้น

9. นำส่วนผสมที่ได้ไปเทลงในถาดที่เตรียมไว้นำเข้าเตาอบประมาณ 30 นาที จากนั้น เอาออกมาผึ่งให้เย็นแล้วโรยด้วยหอมเจียว

10. จัดใส่จาน จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

จัดใส่จาน จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ
ที่มา:http://www.ucancookthai.com/language-thai/th-recipes/th-desserts/content-th-taro-custard.htm
        :http://www.youtube.com/watch?v=WEI38nj8W-Y&feature=related

ขนมตาล

ที่มา:http://www.youtube.com/watch?v=4idykWrR6Dg

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=angleofcharlie&month=04-11-2010&group=13&gblog=6

ขนมชั้น


Dessert-floor01

ส่วนผสม :
– แป้งมัน 2.5 กิโลกรัม
– แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม หัวกะทิ 2 กก.
– หางกะทิ 3 กิโลกรัม
– น้ำตาลทราย 3.5 กิโลกรัม
– สีผสมอาหาร
– สีธรรมชาติ ได้แก่ ใบเตย ดอกคำฝอย ดอกอัญชัน (อาจเพิ่มสีได้ตามความเหมาะสม)

Dessert-floor02
วิธีทำ :
1. นำแป้งมัน แป้งข้าวเจ้ามานวดกับหัวกะทิ (นวดด้วยมือหรือเครื่องก็ได้) จนแป้งมัน แป้งข้าวเจ้า และหัวกะทิเป็นเนื้อเดียวกัน
2. เมื่อนวดได้ที่แล้ว นำแป้งที่ได้ไปละลายกับหางกะทิและน้ำตาล ใช้กระบวยคนไปเรื่อย ๆ จนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
3. แยกแป้งออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน ใส่ส่วนที่เป็นสีลงไป ได้แก่
ส่วนที่ 1 ใส่น้ำ ใบเตยลงไป (นำใบเตยสดมาปั่นบีบเอาแต่น้ำนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง)
ส่วนที่ 2 ใส่สีเหลือง (ให้นำดอกคำฝอยไปแช่น้ำร้อน) ลงไป
ส่วนที่ 3 สีชมพู (สีผสมอาหารละลายน้ำ)
ส่วนที่ 4 ใส่สีม่วง (นำดอกอัญชันมาปั่นหรือตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ)
ส่วนที่ 5 ไม่ต้องผสมสีอะไร

Dessert-floor03

การนึ่ง :
1. ใส่น้ำในลังถึงยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือดให้เรียงภาชนะที่จะใส่ขนมชั้นลงไป
2. ตักแป้งขนมชั้นส่วนที่เป็นสีขาวลงไปในชั้นแรก ปิดฝานึ่งให้ประมาณ 5-7 นาที
3. หยอดแป้งชั้นที่สองซึ่งเป็นสีลงไปนึ่งต่อ ทำแบบนี้สลับกันจนครบ 8 ชั้น ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายและเป็นสีพอดี
4. เมื่อสุกแล้วนำขึ้นมาปิดฝาในสนิทพร้อมที่จะขาย ในราคากล่องละ 30 บาท
5. ถ้าทำขนมชั้นในถาดอลูมิเนียมขนาดใหญ่ ให้นำมาตัดเป็นชิ้นขาย ขายชิ้นละ 5 บาท

ที่มา:http://www.thaismefranchise.com/?p=3701

:http://www.youtube.com/watch?v=UjHsLH-3uJw

ขนมไทยในเทศกาลต่างๆ

ขนมไทยในงานประเพณี

ภาพ:Khanom4.jpg

 เทศกาลสงกรานต์

ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย จะใช้ขนมที่เป็นมงคลนาม จัดเป็นขนมชั้นดีใช้ในการทำบุญเลี้ยงพระ แล้วก็เตรียมขนมสำหรับรับรองแขกเหรื่อ ที่มารดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ สมัยโบราณจะกวนกะละแมแต่ปัจจุบันอาจใช้ขนมอื่นๆ ที่อร่อยและสวยงาม เช่น ขนมชั้น ขนมลูกชุบ ตามความสะดวก

 เทศกาลเข้าพรรษา (แรม 1 ค่ำเดือน 8)

ขนมไทยที่ใช้ได้แก่ ข้าวต้มมัดและขนมแกงบวดต่างๆ เช่น ฟักทองแกงบวด กล้วยบวชชี เป็นต้น

 เทศกาลออกพรรษา

มีพิธีทำบุญตักบาตรเทโว ขนมที่ใช้ในการทำบุญ คือ ข้าวต้มลูกโยน

 สารทไทย

เป็นงานประเพณีที่ชาวไทยทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรผู้ล่วงลับ จะมีขนมไทยประจำภาค อาทิ

 ขนมไทยในพิธีกรรม

ภาพ:Kanom-tongeak.jpg

ขนมที่นิยมใช้ทำบุญเลี้ยงพระในงานมงคลหรือพิธีกรรมที่ขาดไม่ได้ ได้แก่

 ขนมตระกูลทอง

เช่น ทองเอก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

ขนมมงคลนาม

เช่น ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น ขนมจ่ามงกุฎ ขนมเสน่ห์จันทร์

 ขนมไทยในพิธีกรรม ต่างๆ

ภาพ:Kanom-sum-pun-nee.jpg

 พิธีแต่งงาน

นอกจากจะมีขนมมงคลนามที่ใช้ในงานมงคลแล้ว ที่ต้องมีคือ

  • ขนมกง รูปร่างเป็นล้อรถไม่มีรอยต่อ มีความเชื่อว่าจะทำให้ความรักของคู่บ่าวสาวจีรัง ไม่มีวันแยกจากกัน
  • ขนมโพรงแสม มีรูปร่างยาวใหญ่คล้ายกับเสาเรือน ทำให้อยู่กันยืนยาว
  • ขนมสามเกลอ มีลักษณะเป็นสามก้อนติดกัน ให้คู้บ่าวสาวเสี่ยงทายว่าจะอยู่ด้วยกันได้นานหรือไม่ หากขนมแยกจากกันก็ถือว่าไม่ใช่เนื้อคู่ที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมี
  • ขนมใส่ไส้
  • ขนมฝักบัว
  • ขนมบ้าบิ่น
  • ขนมนมสาว อีกด้วย

พิธีบวงสรวงสังเวยเทพยดาและพระภูมิ

นิยมใช้ขนมที่เป็นมงคลนามแล้ว ก็มีขนมตามความเชื่อ ในลัทธิพราหมณ์ ดังนี้

ขนมไทยของขวัญนานาเทศกาล

ภาพ:Kanom-fetival.jpg

ขนมไทย มีมากมายหลายชนิด ทั้งที่เป็นขนมไทยแบบโบราณ และขนมที่รับมาจากต่างประเทศจนกลืนเป็น ขนมของไทย ด้วยความช่างประดิดประดอย คิดค้นและวิวัฒนาการของคนไทย ทำให้ ขนมไทย โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะและมีคุณค่าในตัวเอง ปัจจุบันคนไทยหันมานิยมใช้ ขนมไทย เป็นของขวัญของฝากในนานาเทศกาลไม่ว่าจะเป็น วันขึ้นปีใหม่ไทยหรือสากล วันคล้ายวันเกิด วันขึ้นบ้านใหม่ วันเกษียณอายุราชการ ฯลฯ ขนมไทยกับความหมายให้เลือกใช้ตามเทศกาล

  • ขนมชั้น – ความเจริญก้าวหน้าในขั้น เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนชั้น
  • ขนมตาล – ความหวานชื่น ราบรื่นของชีวิต
  • ขนมลูกชุบ – ความน่ารักน่าเอ็นดู มักใช้กับผู้ใหญ่ให้กับผู้น้อย

ที่มา:http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

 

ขนมไทยไนวิถีไทย


ภาพ:Kanom-ja-mong-kud.jpg

ขนมไทย หัตถกรรมความอร่อยที่แสดงออกถึงความอ่อนช้อยของความเป็นไทย ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ก่อกำเนิดภูมิปัญญาไทยหลากหลายอย่างให้สืบสานต่อทั้งวิถีชีวิตประเพณี วัฒนธรรม ที่สามารถนำวัสดุมีอยู่ในท้องถิ่นมาปรุงแต่งเป็นของหวานได้มากหลายรูปแบบ จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร เพราะขนมแต่ละชนิดล้วน มีเสน่ห์ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ประณีต วิจิตรบรรจงในรูปลักษณ์ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการทำที่กลมกลืน ความพิถีพิถัน สีที่ให้ความสวยงาม มีกลิ่นหอม รสชาติของขนมที่ละเมียดละไมชวนให้รับประทาน แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ

วิถีชีวิตของคนไทยนั้นเป็นสังคมเกษตรที่มีผลิตผลทางธรรมชาติอยู่มากมาย เช่น กล้วย อ้อย มะม่วง รวมไปถึงข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ฯลฯ ที่สามารถปรุงเป็น ขนม ได้มากมายหลายชนิด เช่น อยากได้ กะทิ ก็เก็บมะพร้าวมาขูดคั้นน้ำกะทิ อยากได้ แป้งก็นำข้าวมาโม่เป็นแป้งทำขนมอร่อยๆ เช่น บัวลอย กินกันเองในครอบครัว

ขนมไทยถูกนำไปใช้ในงานบุญตามประเพณีและงานพิธีกรรม ที่เกี่ยวข้องในวิถีชีวิตชาวไทย โดยนิยมทำขนมชื่อมีมงคล ได้แก่ ขนมตระกูลทองทั้งหลาย เพราะคนไทยถือว่า “ทอง” เป็น ของดีมีมงคลทำแล้วได้มีบุญกุศล มีเงินมีทอง มีลาภยศ สรรเสริญ สมชื่อขนมนั่นเอง

 ขนมไทยแต่ละภาค

ภาพ:Khanom3.jpg
  • ขนมไทยล้านนา ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์
  • ขนมไทยภาคกลาง ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูล และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น
  • ขนมไทยภาคอีสาน เป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ มักใช้ในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู
  • ขนมไทยภาคใต้ ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาล[[วันสารท[[ เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น

 กลุ่มของขนมไทย

ภาพ:060002.jpg

อาจแบ่งได้เป็น 4 หมวดดังนี้

ที่มา:http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

ประวัติขนมไทย


 

ขนมจัดเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้คำว่าสำรับกับข้าวคาว-หวาน โดยทั่วไป   ประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง  นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ  งานมงคลและงานพิธีการ อาหารหวานที่จัด   เป็นสำรับจะต้องประกอบด้วย  ของหวานอย่างน้อย 5 สิ่ง   ซึ่งต้องเลือกให้มีรสชาติ สีสัน ชนิด   ตลอดจนลักษณะที่ กลมกลืนกัน แต่ละสำรับจะต้องมีผลไม้ 10 ที่ และขนมเป็นน้ำ 1 ที่เสมอ

ประเทศไทยครั้งยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ  เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  โดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย
ต่อมาไนสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์  ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆอย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น  วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆๆ  และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้า    เตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น  สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงสุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น  ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น  หากยังให้
ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย  ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่มักเป็น “ของเทศ” เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์

ขนมไทย   เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี  เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ          ตั้งแต่วัตถุดิบ  วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน    ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม    กลิ่นหอม   รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน   ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ

ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย    ในพิธีการต่าง ๆ   เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ

งานศิริมงคลต่าง ๆ   เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน  เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมี

ฝอยทอง    เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกัน ยืดยาวมีอายุยืน

ขนมชั้น ก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน

ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู

ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น

ที่มา: http://kanomthai.exteen.com/page